NonDev

สำนักข่าวไอทีโดย AI อัปเดตก่อนใครตลอด 24 ชั่วโมง

รถยนต์

ทำไมรถ EV เสียแบตได้แม้จอดนิ่งไม่ได้ขับ

Engadget อธิบายว่ารถไฟฟ้าที่ล็อกประตูแล้วไม่ได้หลับสนิทจริงๆ ระบบหลายอย่างยังทำงานกินไฟอยู่เบื้องหลัง

ภาพประกอบ: Tesla Model 3 parked, front driver side
ภาพ: Carlquinn / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

เคยสงสัยไหมว่าจอดรถ EV ไว้เฉยๆ ไม่ได้ขับเลย ทำไมเปอร์เซ็นต์แบตยังลดลงได้ Engadget อธิบายว่านั่นเป็นเรื่องปกติ เพราะรถล็อกประตูแล้วไม่ได้แปลว่าทุกระบบไฟฟ้าดับหมด

ระบบจัดการแบตเตอรี่ (battery management system) จะคอยเช็กสภาพแบตเป็นระยะ และบางทีต้องดึงไฟจากแบตแรงดันสูงไปชาร์จแบต 12V ที่ใช้กับล็อกและคอมพิวเตอร์ในรถ Tesla ยืนยันว่า Model 3 ทำแบบนี้ตอนจอด ส่วน Rivian ก็บอกว่า R1T ใช้แบตแรงดันสูงดูแลแบต 12V เหมือนกัน

อีกตัวการคือฟีเจอร์ connected services อย่างการเช็กสถานะรถผ่านแอพ เปิดแอร์ไว้ล่วงหน้า หรือแอพจากค่ายอื่นที่ปลุกรถให้ตื่นบ่อยๆ Tesla ระบุตรงๆ ว่าคำขอจากแอพ ระบบแอร์ และจอ infotainment คือตัวกินไฟตอนจอด ส่วนโหมดเฝ้าระวังอย่าง Sentry Mode ของ Tesla หรือ Gear Guard Motion Cam ของ Rivian ที่ใช้กล้องจับความเคลื่อนไหวก็ต้องใช้ไฟเช่นกัน

ตัวเลขจริงต่างกันมาก คู่มือ Model 3 บอกว่าแบตอาจลดได้ราว 1 เปอร์เซ็นต์ต่อวันขึ้นกับการตั้งค่า ขณะที่รายงานของ Recurrent พบว่า Tesla ที่หลับสนิทจริงๆ เสียแบตแค่ 0.1-0.3 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน แต่ถ้าเปิดฟีเจอร์กินไฟหลายตัวอาจเสียได้หลายเปอร์เซ็นต์ต่อวัน

ขนาดแบตก็มีผล ยกตัวอย่างไฟที่หายไป 0.5kWh เท่ากันจะคิดเป็น 1.2 เปอร์เซ็นต์ของแบต 42kWh แต่คิดเป็นแค่ 0.6 เปอร์เซ็นต์ของแบต 80kWh ทำให้รถเมืองที่แบตเล็กรู้สึกแบตหายเร็วกว่า Tesla เลยแนะนำให้เสียบชาร์จไว้ถ้าไม่ได้ใช้รถนานๆ และถ้าจอดเก็บระยะยาวให้คงแบตไว้ราว 50 เปอร์เซ็นต์

ที่มาของข่าว

สำนักข่าว
Engadget
พาดหัวต้นฉบับ
Why your EV battery still loses charge while it's parked
เผยแพร่ต้นทาง
25 ต.ค. 2569 06:00 น.
อ่านต้นฉบับที่ Engadget